วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การเขียนคำนำ

การ เขียนคํานํา และ ตัวอย่างคํานํา


Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley

            เป็นการเขียนเพื่อบอกความเป็นมา เกี่ยวกับประเด็นของหัวข้อ และกล่าวถึงปัญหาในลักษณะกว้างๆ เข้าสู่แคบๆ พร้อมบอกเหตุผลที่ทำสัมมนาหรือประเด็นนี้ หรือเรียกร้องถึงความสำคัญ ของประเด็นที่จะนำเสนอ

โดยหน้านี้อาจมีหัวเรื่องซ้ำอีกก็ได้ และเพื่อให้มีความสมบูรณ์ในหน้านี้ ควรเริ่มมีอ้างอิงในเนื้อเรื่อง

การ อ้างอิงในเนื้อเรื่อง

คือ การบอกถึงแหล่งข้อมูลที่นำมาจากเอกสารฉบับไหน หนังสือ หรือ วารสาร และเอกสารตีพิมพ์เล่มใด หากมีผู้สนใจและอยากศึกษาเพิ่มเติมในเนื้อหาจะได้กลับไปตามจากแหล่งข้อมูล ดังกล่าว

การอ้างอิงจะมี 2 แบบ คือ การอ้างอิงนอกเนื้อเรื่อง หรือการเขียนเอกสารอ้างอิง ซึ่งการเขียนแบบที่ 2 จะขอพูดในหัวข้อถัดไป

การ อ้างอิงในเนื้อเรื่อง จะขอพูดก่อนเนื่องจากในบทนำจะเริ่มมีการอ้างอิงในเนื้อเรื่องบางแล้ว และการอ้างอิงในเนื้อเรื่องเมื่อตรวจกับอ้างอิงนอกเนื้อเรื่อง หรือการเขียนเอกสารอ้างอิง จะต้องพบ และบอกรายละเอียดครบ สามารถสืบค้นและติดตามได้ โดยการเขียนอ้างอิงในเนื้อเรื่องจะมี 3 ลักษณะ คือ

การเขียนอ้างอิงต้นประโยค โดยใช้รูปแบบ ชื่อ (พ.ศ. หรือ ค.ศ. พบว่า………………)

ซึ่งชื่ออาจจะมีทั้ง 2 คน 3 คน หรือมากกว่า ถ้ามากกว่า 3 คน ให้ใช้คำว่า และคณะ (….) ในภาษาอังกฤษใช้ et al. (….) โดยจะเอียงหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องเหมือนกันหมด ส่วนชื่อภาษาอังกฤษจะใช้สกุลมาอ้างอิง เช่น O. P. Thomas. 1982. เวลาเขียนอ้างอิงต้นประโยคให้อ้างอิงว่า Thomas (1982) เป็นต้น และ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ที่ใช้จะต้องเป็นปีที่ตีพิมพ์ ส่วนประโยคต่อปีที่ตีพิมพ์ อาจใช้คำว่า พบว่า……, รายงานว่า……, กล่าวว่า…….., แสดงให้เห็นว่า………หรืออื่นๆ การอ้างแบบนี้รวมถึงข้อมูลจากเว็ปไซด์ด้วย ตัวอย่างเช่น

ธันวา (มปพ.) กล่าวว่า……….(ในกรณีไม่ทราบปีที่ตีพิมพ์)…………….……………………………………

นิรนาม (2547) แนะนำว่า………..(กรณีไม่ทราบผู้แต่ง)………………………………………………………

สุ กัญญา (2539) พบว่า…………………………………………..……………………………………………………………

สิน ชัย และนวลจันทร์ (2530) รายงานว่า……………………………………………………………………………

สาโรช และคณะ (2521) อธิบายว่า……………………………………………………………………………………..

อุทัย และคณะ (2533 ข) ; สาโรช และเยาวมาลย์ (2528) ศึกษาพบว่า…………………………

Thunwa (eds.) กล่าวว่า………………..(ในกรณีไม่ทราบปีที่ตีพิมพ์)…………………………………….

Anonymous (2004) แนะนำว่า……………(กรณีไม่ทราบผู้แต่งชาวต่างประเทศ)……………….

Coon (1971) แสดงให้เห็นว่า………………………………………………………………………………………..

Fox and Vevers (1960) เสนอว่า………………………………………………………………………………….

Banday et al. (1992) เสนอแนะว่า……………………………………………………………………………….

Coon (1971) ; Fox and Vevers (1960) ; Banday et al. (1992) ได้ศึกษาเปรียบ

เทียบ พบว่า……………………………………………………………………………………………………………………….

หมายเหตุ : อุทัย และคณะ (2533 ข) คือ กรณี ชื่อ และ พ.ศ. ทั้งไทย และอังกฤษซ้ำจึงใช้อักษรกำกับรวมถึงการเขียนอ้างอิงนอกเนื้อหาด้วย



ตัวอย่าง การเขียนอ้างอิงต้นประโยค



การเขียนอ้างอิงท้ายประโยค โดยใช้รูปแบบ (ชื่อ, พ.ศ. หรือ ค.ศ.) โดยจะมี

ลักษณะการเขียนชื่อและ พ.ศ. คล้ายการเขียนอ้างอิงต้นประโยค

ตัวอย่างเช่น

……………………………………………… (ธันวา, มปพ.) กรณีไม่ทราบปีที่ตีพิมพ์

………………………………………………(นิรนาม, 2547) กรณีไม่ทราบผู้แต่ง

………………………………………………(สุกัญญา, 2539)

……………………………………………… (สินชัย และนวลจันทร์, 2530)

………………………………………………(สาโรช และคณะ, 2521)

……………………………(อุทัย และคณะ, 2533 ข ; สาโรช และเยาวมาลย์, 2528)

……………………………(Thunwa, eds.) กรณีไม่ทราบปีที่ตีพิมพ์

……………………………(Anonymous, 2004) กรณีไม่ทราบผู้แต่งชาวต่างประเทศ

……………………………(Coon, 1971)

……………………………(Fox and Vevers, 1960)

……………………………(Banday et al., 1992)

……………………(Coon, 1971 ; Fox and Vevers, 1960 ; Banday et al., 1992)



ตัวอย่าง การเขียนอ้างอิงท้ายประโยค

การเขียนอ้างอิงแบบเชื่อมต่อ โดยใช้รูปแบบ …..………………สอดคล้อง กับ ชื่อ (พ.ศ.

หรือ ค.ศ.) หรือ ขัดแย้งกับ ชื่อ (พ.ศ. หรือ ค.ศ.) การเขียนอ้างอิงแบบเชื่อมต่อนี้ เป็นการผสมการเขียนอ้างอิงต้นประโยค และการเขียนอ้างอิงท้ายประโยค โดยรูปแบบการเชื่อมประโยค จะคล้ายกับรูปแบบการเขียนอ้างอิง ทั้ง ชื่อ และ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ที่ตีพิมพ์ ตัวอย่างเช่น

สุกัญญา (2539) พบว่า…………………….สอดคล้องกับรายงานของ Fox and vevers (1960) ที่เสนอว่า…………………………………………… แต่ขัดแข้งกับ Banday et al. (1992) โดยอธิบายว่า…………………………………………………………………………………………………………………………….

จาก การศึกษาปัญหาดังกล่าว………………………………………………(Coon, 1971 ; Fox and Vevers, 1960 ; Bandan et al., 1992)



ที่มาจาก nsru.ac.th/e-learning/dairy/image/18/e7.doc
Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin

ตัวอย่างคํานํา

คํานําทำรายงานเรื่องระบบ สืบพันธุ์

            เนื่องจากระบบสืบพันธุ์เป็นระบบที่สำคัญระบบหนึ่งของ ร่างกาย  ที่ทำหน้าที่ในการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์
ดังนั้นการศึกษาค้น คว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้  จึงได้อาศัยตำราหลบายเล่ม  ซึ่งขอขอบคุณห้องสมุด.................
เป็นอย่างสูง  ที่ให้โอกาสค้นคว้าเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง  ขอขอบพระคุณคุณครู..................................
ผู้สอน  ที่ท่านได้ให้คำแนะนำ  จนรายงานฉบับนี้  สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  ข้าพเจ้าหวังว่า  เนื้อหาในรายงาน
ที่ได้เรียบเรียงมาอย่างละเอียดนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างดี  หากมีสิ่งที่จะต้องปรับปรุง
ข้าพเจ้า พร้อมรับฟังและแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป  ขอขอบคุณ



แหล่งที่มา http://outjai.com/forum/index.php/topic,941.0.html

การเขียนเรียงความ

การเขียนเรียงความ


             เรียงความ คือการใช้ศิลปะทางการเขียนร้อยแก้วแสดงความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ

และความเข้าใจของผู้เขียนอย่างสละสลวย       เรียงความจะต้องประกอบด้วยส่วนที่เป็นคำนำ 

 เนื้อเรื่อง  และสรุป 

เรียงความที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

               มีเอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าไม่ให้เขียนนอกเรื่อง

               มีสัมพันธภาพ คือ ความสัมพันธ์กัน หมายถึง ข้อความแต่ละข้อความหรือแต่ละย่อหน้า

จะต้องมีสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน

               มีสารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมด

โดยใช้ประโยค สั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมด



ขอเพิ่มเติมเป็นการส่วน ตัวค่ะ

                ก่อนเขียนเรียงความนั้นจะต้องตีโจทย์ให้แตก ว่า ชื่อเรื่องที่เขาให้มานั้น หมายถึงอะไร

เกี่ยวโยงกับอะไร ข้อมูลที่จะเขียนลงไปนั้นต้องถูกต้องชัดเจน ดังนั้นผู้เขียนจะต้องรู้ชัดรู้จริง


การเขียนคำนำ

         เป็นการเกริ่นเรื่อง ขอย้ำว่าแค่เกริ่นนะคะอย่าลึก ใช้คำโอบความหมายกว้างๆ เช่น

เรียงความเรื่องแม่ของ ฉัน      ควรกล่าวถึงแม่โดยทั่วไปก่อน เขียนให้กินใจ น่าอ่าน น่าติดตาม

แต่ยังไม่ควรเล่าว่า " แม่ของฉัน "เป็นอย่างไร



เนื้อเรื่อง


         เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่มีใจความสำคัญ ประเด็นสำคัญตามห้วข้อ ดังนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียด

ครอบ คลุม ชัดเจน   เช่น เรื่องแม่ของฉัน ในย่อหน้าเนื้อเรื่องให้พรรณนาถึงพระคุณแม่

( เขียนในด้านบวก )



สรุป


         กลับไปอ่านคำนำและเนื้อเรื่องและสรุปจบให้ไปในทิศทางเดียวกัน ขอแนะนำว่า ควรให้

ข้อแนะนำ หรือแนวคิดดีๆ แล้วลงท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจ

          การเขียนเรียงความ นั้นอาจจะขึ้นต้นย่อหน้าคำนำ หรือปิดท้ายในหัวข้อสรุป ด้วย กลอน

คติพจน์ วาทะ หรือคำขวัญ     เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้น่าติดตาม ( ถ้ายืมคำใครเขามาอย่าลืมอ้างอิง

นะคะ )     ภายในเรียงความควรประกอบด้วยโวหารหลายๆชนิด เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน  ขั้นตอน

ใน การเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้

เหมาะกับ เนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น ๕ คือ

๑) บรรยายโวหาร

๒) พรรณนาโวหาร

๓) เทศนาโวหาร

๔) สาธกโวหาร

๕) อุปมาโวหาร   

              ๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์

การเขียนบรรยาย โวหารจะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญ

ไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร เพราะ

เหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระ เขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจน


             ๒. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง

 ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณา โวหารจึง

ยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ

และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มไป

สำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ


                ๓. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม

หรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่านคิดเห็นหรือคล้อย ตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร

จึงยากกว่าโวหารที่กล่าว



               ๔.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง

หรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

 พรรณนา โวหาร

              ๕.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบ

เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า

อุปมา โวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือ

เปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด

               การเขียนเรียงความที่ดีนั้นควรตีกรอบความคิดของผู้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน  เพราะจะทำให้

งานเขียนไม่วกวน จนผู้ อ่านเกิดความสับสนทางความคิด   และที่สำคัญเรียงความจะต้องใช้ภาษา

อย่างเป็นทางการ  อย่าใช้ภาษาพูดเป็นอันขาดเพราะจะทำให้งานเขียนขาดความน่าเชื่อถือ

 

 

แหล่งที่มา http://www.pasasiam.com/home/index.php/general/readawrite/167-2008-09-07-05-00-43